วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ผลกระทบประชาคมอาเซียน 2558

เมื่อวันอังคารที่ ธันวาคม 2553 ผมได้มีโอกาสไปฟังการเสวนาเรื่อง การเตรียมความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาไทยกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี ค.ศ. 2015 ที่คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา วงเสวนาประกอบด้วย ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล  นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชฑูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำอาเซียน มีประเด็นที่น่าสนใจ และมีผลกระทบโดยตรงอย่างแรงต่อ สถาบันอุดมศึกษาของไทย และยังรวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพโดยทั่วไปด้วย จึงอยากเก็บมาเล่าสู่กันฟังครับ เพื่อให้ชาวเราได้รับทราบว่า ประชาคมอาเซียน หรือ ASEAN Community คืออะไรมีอะไรบ้างที่เป็นผลกระทบต่อชาวเรา?

ASEAN Community คืออะไร
อาเซียน (ASEAN) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย (2510) สิงคโปร์ (2510) อินโดเนเซีย (2510) มาเลเซีย (2510) ฟิลิปปินส์ (2510) บรูไน (2527) เวียตนาม (2538)  ลาว (2540) พม่า (2540)  กัพูชา (2542) มีประชากรรวมกันประมาณ 570 ล้านคน มีขนาดเศษฐกิจที่โตมาก
 เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า ข้อตกลงบาหลี 2 เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เนื่องจากการแข่งขันรุนแรง เช่น อัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของจีนและอินเดียสูงมากในช่วงที่ผ่านมา
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ชะอำ หัวหิน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (.. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558


ประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก เสา
1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง
  2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย              
          ()มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020 
         ()ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)
          (ค)ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน
          (ง)ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงา
     กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม
      ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)
  3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community - ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

ประโยชน์ที่ไทยได้รับคืออะไร
1.ประชากรเพิ่มเป็น 600 ล้านคนโดยประมาณ ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอำนาจการต่อรองในระดับโลก
2.Economy Scale ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้นทุนต่ำ
3.มีแรงดึงดูดเงินลงทุนที่อยู่นอกอาเซียนสูงขึ้น
4.สิบเสียงย่อมดังกว่าเสียงเดียว

ผลกระทบมีอะไรบ้าง?
1.การศึกษาในภาพใหญ่ของโลก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ต้องไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้มากระชากลากเราไปอย่างทุลักทุเล เราต้องเตรียมความพร้อมทันที ตลอดเวลา โดยเฉพาะบุคลากรต้องตามให้ทันและยืดหยุ่นปรับตัวให้รับสถานะการณ์ได้
2.ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของ ASEAN บุคลากรและนักศึกษา ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ให้สามารถสื่อสารได้
3.ปรับปรุงความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ เพื่อลดข้อขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน (Conflict Management) จึงต้องคำนึงถึงการสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ASEAN ให้มากขึ้น
4.สร้างบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ใน ASEAN เพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่เช่นนั้น จะถูกแย่งงานเพราะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน/บริการอย่างเสรี คณะกรรมการวิชาชีพ สภาวิชาชีพ ต้องเตรียมการรองรับผลกระทบนี้อย่างเร่งด่วน
5.โอกาสในการเป็น Education Hub โดยอาศัยความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย แต่ต้องเน้นในเรื่องของคุณภาพการศึกษาเป็นตัวนำ
6.เราต้องการเครื่องมือในการ Transform คน การเรียนแบบ PBL หรือ Project Based Learning น่าจะได้มีการวิจัยอย่างจริงจังและนำมาปรับใช้  ห้องเรียนไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆอีกต่อไป ต้องเพิ่มการเรียนจากชีวิตจริง ลงมือทำเป็นทีม อยู่คนละประเทศก็ทำร่วมกันได้ด้วยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ประเด็นนี้ อาจารย์จะสอนได้ยากขึ้น แต่เป็นผู้ที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ แสดงว่า อาจารย์ต้องมีความพร้อมมากกว่าเดิมและเก่งจริงๆ

นี่คือทั้งหมดที่ได้มีการเสวนากันในวันนั้น เลือกเอาเฉพาะประเด็นสำคัญ ชัดๆมาเล่าให้ฟังครับ ส่วนตัวผม เรื่องนี้ ได้นำเสนอในที่ประชุมภาควิชารังสีเทคนิคแล้ว เพื่อเป็นข้อมูล input ให้อาจารย์ได้รับทราบในเบื้องต้น และจะได้นำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการวิชาชีพสาขารังสีเทคนิคในโอกาสต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

RT Consortium ครั้งที่ 7


ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับอนุมัติจัดสัมมนาสถาบันผู้ผลิตบัณฑิต สาขารังสีเทคนิค ครั้งที่  7  ระหว่างวันที่  15-16  กรกฎาคม  2553 ณ  โรงแรมรอยัลซิตี้ (ปิ่นเกล้า) กรุงเทพมหานคร  ในการนี้ทางภาควิชาฯ   ได้เรียนเชิญประธานคณะกรรมการวิชาชีพ ประธานอนุกรรมการวิชาชีพฯสาขารังสีเทคนิค ผู้แทนนายกสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย และผู้แทนโรงเรียนรังสีเทคนิค โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เข้าร่วมสัมมนาด้วย  สถาบันผู้ผลิตบัณฑิต สาขารังสีเทคนิค 7 สถาบัน ประกอบด้วย
1.ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2.ภาควิชารังสีวิทยา  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3.ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 
4.ภาควิชารังสีวิทยา  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
5.ภาควิชารังสีเทคนิค  คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6.สาขาวิชารังสีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
7.ภาควิชารังสีเทคนิค  คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
การสัมมนาครั้งนี้ มีจำนวนผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งหมด  33  ท่าน  
 การสัมมนา
เริ่มด้วย ศาสตราจารย์ ดร.วีระพงศ์  ปรัชชญาสิทธิกุล  คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานเปิดการสัมมนา ได้กล่าวต้อนรับและเปิดการสัมมนา เสร็จแล้วได้ถ่ายรูปร่วมกัน

 ถัดจากนั้น รศ.มานัส มงคลสุข ได้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม และนำเข้าสู่การสัมมนาครั้งที่ 7 โดยได้กล่าวทบทวน สรุปในภาพรวมของผลการประชุมสัมมนาในครั้งที่ 6 ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งครั้งนั้นได้พิจารณา มคอ1 ซึ่งประกอบด้วย 17 หัวข้อใหญ่ๆ แต่ที่ประชุมมีเวลาพิจารณาเพียง 3 หัวข้อเท่านั้น ดังนี้

หัวข้อที่ 4. คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ได้ลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ 8 ข้อ
หัวข้อที่ 5. มาตรฐานผลการเรียนรู้ ได้รายละเอียดทั้งหมด 6 ข้อใหญ่ ประกอบด้วย 1.คุณธรรมจริยธรรม 2.ความรู้ 3.ทักษะทางปัญญา 4.ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 5.ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 6.ทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ
หัวข้อที่ 8. เนื้อหาสาระสำคัญของสาขา ได้ข้อสรุปเฉพาะหัวข้อที่เป็นเนื้อหาสาระสำคัญเท่านั้น ยังไม่ได้มีการพูดถึงรายละเอียด
          ซึ่งที่ประชุมครั้งที่ 7 รับรองร่าง หัวข้อที่ 4, 5 และ 8 โดยไม่มีข้อแก้ไข
ถัดจากนั้น ที่ประชุมตกลงที่จะร่วมกันพิจารณา มคอ1 หัวข้อที่ 8 ให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น และได้แบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็นออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรังสีวินิจฉัย กลุ่มรังสีรักษา และกลุ่มเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (สำหรับกลุ่มพื้นฐานวิชาชีพจะพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป) โดยมี
เป้าหมายและความคาดหวังที่ต้องการ คือ
·       รายชื่อวิชา จำนวนหน่วยกิตขั้นต่ำ ขอบเขตเนื้อหาขั้นต่ำ ความสอดคล้องกับสมรรถนะวิชาชีพสาขารังสีเทคนิค
·       การกระจายความรับผิดชอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ 6 ด้าน จากหลักสูตรสู่รายวิชา (Curriculum Mapping)

          ศาลายาทัวร์
          ช่วงเวลาเย็น ภาควิชารังสีเทคนิค ได้นำคณาจารย์จาก 6 สถาบัน เยี่ยมชมบรรยากาศโดยรอบ ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และเข้าเยี่ยมชม ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการสาขารังสีเทคนิค ณ อาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์ ด้วย

ตอนเย็น ร่วมรับประทานอาหารและร้องเพลงสังสรรค์ที่ร้าน "สายลม-สายน้ำ" อยู่ริมคลองทวีวัฒนา ด้านหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

สัมมนาวันที่สอง (16 กรกฎาคม 2553)
          ทั้งสามกลุ่มใช้เวลาครึ่งวันเช้าเพื่อระดมความคิดเห็นในกลุ่ม ในช่วงเวลาบ่าย ทั้งสามกลุ่มได้เข้ามารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน และได้นำเสนอผลการระดมความคิดเห็นของแต่ละกลุ่ม และรับฟังข้อคิดเห็นย้อนกลับ
          ที่ประชุม ร่วมกันพิจารณากิจกรรม/ภาระงานที่จะต้องทำในการสัมมนาครั้งต่อไป และพิจารณาเสนอชื่อสถาบันที่จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งที่ 8
          ปิดการสัมมนา ก่อนปิดการสัมมนา รศ.มานัส มงคลสุข หัวหน้าภาควิชารังสีเทคนิคมหิดล ได้มอบของที่ระลึกให้กับสถาบันต่างๆที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ล่องคลองมหาสวัสดิ์

เช้าตรู่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 ผมขับรถไปตามถนนด้านหลังมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มุ่งไปทางอำเภอนครชัยศรี ประมาณ 4 กิโลเมตร ถึงวัดสุวรรณ อยู่ริมคลองมหาสวัสดิ์ ไปพบคณาจารย์และนักศึกษารังสีเทคนิคชั้นปีที่ 2 ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนัดหมายกันไว้ พอถึงก็พบ ผศ.ศิริพร รศ.ดร.จิราภรณ์ อ.ดร.นวลเพ็ญ อ.ดร.ยุทธพล อ.สัมฤทธิ์ คุณธนธร วันนี้เหล่าคณาจารย์ซึ่งรับผิดชอบการสอนวิชา Transformative Learning สำหรับนักรังสีเทคนิค เพิ่งเปิดสอนในปีการศึกษานี้เป็นปีแรก ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่ ให้นักศึกษาได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติ สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในละแวกคลองมหาสวัสดิ์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าความสุขคืออะไร



เมื่อมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เป็นเวลาที่แสงอาทิตย์เริ่มจัดจ้านมากขึ้น พวกเราก็เตรียมลงเรือหางยาวขนาด 6-7 ที่นั่ง จำนวน 12 ลำ กำนันท้องที่เป็นคนจัดเตรียมไว้ให้ และเพื่อความปลอดภัยทุกคนถูกขอร้องให้สวมเสื้อชูชีพ ซึ่งทุกคนก็เต็มใจแม้อากาศเริ่มร้อนเพราะแสงอาทิตย์เริ่มแรงทั้งที่น่าจะเป็นฤดูหนาวแล้ว ใส่เสื้อชูชีพยิ่งเพิ่มความอบอ้าวขึ้นอีก แต่ทุกคนก็มีหน้าตาแจ่มใส และกระหายที่จะได้ลงเรือเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายที่กำหนดไว้ต่อไป เราแบ่งเรือเป็น 3 กลุ่มๆละ 4 ลำ แต่ละกลุ่มแยกไปชมชุมชนต่างกัน คือ ชุมชนไร่นาสวนผสม ชุมชนบ้านศาลาดิน ชุมชนบ้านกล้วยไม้ และนาบัวซึ่งเป็นที่สุดท้ายที่เรือทุกลำจะมาส่งให้พวกเรารวมกันเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน



คนขับเรือมีทั้งหญิงและชายวัยกลางคนขึ้นไป เป็นชาวบ้านในละแวกนั้น  มีความชำนาญในการบังคับเรือสูงมาก ความชำนาญนี้เกิดจากการบังคับเรือบ่อยๆทุกวัน แรกๆขับก็คงขับเรือเป๋ไปมาหรือเกยตลิ่งบ้างล่ะ แต่ใช้ประสพการณ์สอนตัวเองจนทำได้ดีด้วย แววตาของคนขับเรือมีประกายความสุขฉายออกมาให้เห็นชนิดที่เราไม่ต้องตั้งใจมอง ระหว่างที่ขับเรือไปคนขับจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นเกร็ดความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของคลองมหาสวัสดิ์และชุมชนสองฝั่งคลอง ด้วยน้ำเสียงและสำเนียงแบบชาวบ้านในชนบท น้ำเสียงแสดงออกถึงความเต็มใจและภูมิใจ ที่อยากจะให้แขกที่มาเยือนอย่างพวกเราได้รับรู้ ก็จึงได้รู้ว่าคลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองที่ขุดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ เพื่อช่วยร่นระยะการเดินทางไปนครปฐมในสมัยนั้นที่ต้องเดินทางด้วยเรือ เรือพาพวกเราแล่นไปตามคลองมหาสวัสดิ์ซึ่งระดับน้ำในคลองดูยังสูงอยู่และคลื่นไม่แรง ใช้เวลาเดินทางไปยังแต่ละชุมชนไม่นานนัก


ที่ชุมชนไร่นาสวนผสมพื้นที่กว้างมากประมาณไม่ต่ำกว่า 40 ไร่ มีป้าแจ๋วให้การต้อนรับ และรับรองด้วยผลไม้สดและดอง ป้าแจ๋วเล่าเรื่องราวต่างๆให้พวกเราฟังอย่างมีความสุข ที่นี่พวกเราได้มีโอกาสนั่งรถอีแต๋นเพื่อชมไร่นา สวนผลไม้ และแปลงปลูกพืชนานาพันธ์ ป้าแจ๋วท้าพวกเราว่า หากใครนั่งรถอีแต๋นคันนี้แล้วไม่หัวเราะจะคืนเงินให้ พวกเราก็คิดในใจว่า นั่งรถอีแต๋นมันจะมีอะไรนักหนา ก็แค่ขับไปตามทางคันนาแนวสวนและคลองซอย วนไปมาแล้วก็กลับ แต่สิ่งที่คิดไว้มันไม่ใช่เลย มันไม่ธรรมดาจริงๆ ช่วงที่นั่งรถอีแต๋นนี่แหละที่ทำให้พวกเราทุกคนต้องร้องกรี๊ดออกมาพร้อมๆกันเป็นระยะระหว่างที่รถเคลื่อนที่ไป เร็วบ้าง ช้าบ้าง ยิ่งตอนเข้าโค้งกรี๊ดกันดังที่สุด แต่สนุกมาก และค่อนข้างโล่งอกที่รอดมาได้ ส่วนลุงที่ขับรถอีแต๋นแกอมยิ้มแก้มตุ่ยด้วยความพอใจที่ทำงานได้ผลสัมฤทธิ์ดีเยี่ยม

ที่ชุมชนศาลาดิน มีร้านขายเสื้อผ้าขนาดเล็กที่เน้นความคิดเรื่องเกี่ยวกับตูด มีการสาธิตการทำข้าวตัง การทำกล้วยอบพลังงานแสงอาทิตย์จากโรงอบปลอดแมลงและฝุ่น  ที่นี่พวกเราได้มีโอกาสทอดข้าวตังรับประทานกันทันทีสดๆ แม่บ้านที่ชุมชนแห่งนี้ก็บรรยายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชน ระหว่างที่นักศึกษาก็ง่วนกับการทอดข้าวตัง






ที่ชุมชนสวนกล้วยไม้ มีเรือนกล้วยไม้นานาพันธ์จำนวนมาก มีพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ เป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีการตัดต่อพันธ์ใหม่ เราได้เรียนรู้การเลี้ยงกล้วยไม้และการกำจัดราด้วยการเพาะรา อาจารย์บางท่านซื้อกล้วยไม้ติดมือกลับมาด้วย




ที่นาบัวมีบัวจำนวนมากขึ้นในหนองน้ำขนาด 5 ไร่ มีศาลาขนาดใหญ่จัดงานประชุมสัมมนาได้สร้างไว้เกือบกลางนาบัว ลมพัดเย็นสบายแม้จะเป็นเวลาเที่ยงแดดร้อนเปรี้ยง ที่นี่เรารับประทานข้าวกล่องผัดกระเพราหมูไข่ต้มเป็นอาหารกลางวัน ที่นาบัวนี้ เห็นบัวตามผิวน้ำทำให้นึกถึงกลอนที่ผมเคยแต่งไว้เมื่อนานมาแล้วสัก 20 ปี แล้วพูดให้นักศึกษาที่ร่วมเรือลำเดียวกันฟังว่า

ดวงอาทิตย์ส่องแสงแรงกล้า          พุ่งผ่านปัทมาบนน้ำใส
ทั้งที่ตูมแต่มองเห็นเด่นภายใน         แปลกฤทัยยัยแสงจึงแรงนัก
ดุจรังสีสาดส่องกายา               ผ่านออกมาภายในจึงประจักษ์
ธรรมชาติลิขิตไว้ประหลาดนัก         ให้ทายทักโรคได้สบายเอย

สิ้นเสียงคำกลอน นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า อาจารย์ไม่น่าเรียนสายวิทยาศาสตร์เลย ผมก็ได้แต่ยิ้ม

พวกเราเดินทางกลับมาที่คณะฯที่ศาลายา จากนั้นบ่ายโมงก็เริ่มการแบ่งกลุ่มเสวนาถึงสิ่งที่ได้ไปพบเห็นในช่วงเช้า โดยพิจารณาความสุขในมุมมองของชาวบ้านคืออะไร และความสุขในมุมมองของเราคืออะไร นี่แหละเป็นช่วงหนึ่งสั้นๆ ที่นักศึกษารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่ 2 ได้เรียนรู้ และหวังว่าสิ่งดีๆนี้จะปักหมุดฝังลึกลงไปในความทรงจำของทุกคนตราบนานเท่านาน

มานัส มงคลสุข